บทวิจารณ์ภาพยนตร์

    


 

 

Queen of the Desert 

 

Starring :  Nicole Kidman, James Franco, Damian Lewis, Robert Pattinson
Director : Werner Herzog
Screen Play : Werner Herzog
Genre : Biography / Drama 

ความบันเทิง

คะแนนสำหรับการวิจารณ์

 

 

 

 

Review by Handbill

“ด้วยหัวใจแตกสลาย จึงเพียรพร่ำย่ำเดินทาง
ข้ามผ่านมาดุจสายน้ำ และจากไปดุจสายลม" 
   

Gertrude Bell (เกอร์ทรูด เบล) ออกสำรวจตะวันออกกลางด้วยความกล้าหาญนานถึง 12 ปี เรื่องราวจากชีวิตจริงของสาวสวยชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นทั้ง นักประวัติศาสตร์ นักเขียน ช่างภาพ และนักเดินทาง ชาวอาหรับเรียกเธอว่า "ราชินีแห่งทะเลทราย"
Gertrude Margaret Lowthian Bell  รับบทโดย Nicole Kidman สาวสังคมชั้นสูงซึ่งเบื่อหน่ายชีวิตในกรงทองบนเกาะอังกฤษ เมื่อเธออายุ 22 ปี จึงออกเดินทางมาพักอยู่กับญาติที่สถานทูตในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ในฐานะของนักศึกษาประวัติศาสตร์เกรียตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Oxford โลกตะวันออกจึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ มันทำให้เธอมีความสุข ค้นพบตัวตน และพบรักกับ Henry Cadogan (James Franco) เจ้าหน้าที่การทูต ทั้งสองคือส่วนที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน ดังเช่นเหรียญสมัยอเล็กซานเดอร์มหาราช ที่ถูกแยกออกเป็นสองส่วน เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจความรักของทั้งสองคน แต่แล้วโลกของทั้งสองก็ต้องแยกออกจากกัน เมื่อ เฮนรี่ เสียชีวิตในลำธารเพียงลำพัง เนื่องจากตรอมใจที่ตระกูล Bell กีดกันทั้งสองออกจากกัน เหตุการณ์สะเทือนใจนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้ Gertrude Bell ออกเดินทางสำรวจตะวันออกกลาง ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และชนเผาต่างๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะเป็นมิตรหรือศัตรู เพื่อคลายความเหงา และฝังความทุกข์ในใจของเธอ คงไม่มีอะไรดีกว่าการเดินทางไปยังดินแดนแห่งความลี้ลับที่เธอหลงใหล

 

"เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ข้าหว่านเอง
ด้วยมือข้าเคร่งคร่ำ ตรากตรำ จนงอกงาม
นี่คือดอกผลแห่งความพยายาม 
ข้าผ่านมาดุจสายน้ำจากไปดุจสายลม" 

บทกวีภาษาเปอร์เซีย โดย โอมาร์ คัยยาม
ที่ทั้งคู่พยายามอ่านด้วยกัน จุดเริ่มต้นของความรักของเขาและเธอ

  

หนังโหยหาอดีตที่สุดเลิศล้ำพรรณน
บรรยากาศและงานสร้างที่ชวนให้หลงใหลเข้าไปในยุคที่โลกยังคงหลบซ่อนไว้ในออมกอดของธรรมชาติ และวัฒนธรรมดั้งเดิม ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 1 จักรวรรดิออตโตมัน หรือ ชาวเติร์กที่ครอบครองดินแดนตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมถึงยุโรปตะวันออกบางส่วน กำลังจะล่มสลาย มันเป็นช่วงของการเรียนรู้ตะวันออก ทั้งบทกวี ศิลปะ และสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามชวนให้หลงใหลใคร่รู้ จนชาวยุโรปต่างส่งนักสำรวจเข้าไปเพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ ประวัติศาสตร์ และเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการเมืองและการทหาร ด้วยความเป็นผู้หญิง Gertrude Bell ใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ไหวพริบ และทักษะทางการทูต เอาตัวรอดจากการเดินทางรอนแรมสำรวจทะเลทราย ผ่านจอร์แดน ซีเรีย และซาอุดิอาระเบีย ด้วยความช่วยเหลือจาก ฟาตู บ่าวผู้รอบรู้และซื่อสัตย์ และ Charles Wylie เจ้าที่สถานทูตประจำ ดามัสกัส ในซีเรีย ซึ่งสุดท้ายเขาตกหลุมรัก Gertrude Bell จนถอนตัวไม่ขึ้น การมาของ Gertrude Bell ทำให้ชนเผาต่างๆในทะเลทรายยอมรับทูตสาวต่างชาติอย่างเธอได้ดีกว่าที่จะมีชายใดทำได้เทียบเท่า ผู้กำกับ Werner Herzog ที่ห่างหายงานกำกับไปนานถึง 5 ปี สร้างงานกำกับศิลป์ออกมาได้อย่างงดงามไร้ที่ติ หนังได้ถูกแบ่งออกเป็น สององค์อย่างชัดเจน คือ ในช่วงแรกที่ เกอร์ทรูด เบล มาพักอยู่ที่ เตหะราน และพบรักกับ เฮนรี่ หนังมีบรรยากาศโรแมนติกชวนฝันและดราม่าอยู่ใช่น้อย ส่วนในองค์ที่สองเป็นเรื่องราวการผจญภัยออกสำรวจอาหรับ หนังมีบรรยากาศของการเดินทางท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ลึกลับ สวยงาม และอันตราย ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าต่างๆในอาหรับ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ทำให้หนังศูนย์เสียภาพรวมแต่อย่างใด แถมยังทำให้เห็นพัฒนาการทางอารมณ์และความคิดของ เกอร์ทรูด เบล ได้ดีอีกด้วย

 

 

หนังเชิดชูความเป็นสตรี Feminism
เกอร์ทรูด เบล สตรีที่มีความมุ่งมั่นและต่อต้านสังคมที่กำหนดโดยผู้ชายว่าผู้หญิงควรทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ ดังจะเห็นได้ตั้งแรกต้นเรื่องว่าเธอไม่ชอบถูกกำหนดโดยสังคมและพ่อแม่ จนกระทั้งการจากไปของคนรักก็เพราะการถูกกีดกันจากพ่อ นั้นทำให้เธอเป็นขบถต่อโลกที่กำหนดให้ผู้หญิงต้องอยู่นิ่งๆ ด้วยการออกสำรวจทะเลทราย มีหลายฉากที่เราได้เห็น เธอยืนประจันหน้ากับผู้ชายอย่างไม่ศิโรราบหากต้องโต้แย้งกัน บนหลักการและเหตุผล เธอฉลาดพอที่จะไม่เจรจากับนักรบแต่จะต่อรองกับ"ชีค"เท่านั้น นั้นเท่ากับว่าเธอ คือ แขกของชีค ในหนังทำให้เราได้พบว่าผู้ชายชอบก่อสงครามเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ผู้หญิงกลับใช้สติปัญญาและมิตรไมตรีเพื่อลดช่องว่างของความขัดแย้ง ทำให้เธอเดินทางสำรวจโลกอาหรับที่เร้นลับได้อย่างสมภาคภูมิจนได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็น "ราชินีแห่งทะเลทราย" การผจญภัยกลางทะเลทรายของเธอได้สิ้นสุดลงเมื่อเธอพบคำตอบว่าใครคือ ผู้ที่จะกุมอำนาจเหนือชนเผาทั้งปวงในอาหรับ หลังจากนั้นเธอตัดสินใจส่งมอบข้อมูลทั้งหมดให้กับหน่วยข่าวกรองแห่งสหราชอาณาจักร นั้นทำให้เธอได้กลายเป็นเลขานุการทูตประจำตะวันออกกลางในเวลาต่อมา และไม่น่าเชื่อว่าเธอจะได้รับเกียรติจากกษัตริย์ Faisal ให้เป็นผู้ร่วมกำหนดเขตแดนของประเทศอิรัก ภายหลังการปลดแอกจากตุรกีในช่วงปี ค.ศ. 1919 (เนื่องจากภูมิประเทศป็นทะเลทรายเวิ้งว้างและพึ่งเริ่มมีการสำรวจทำแผนที่ขึ้นมา)

 

กล้องถ่ายภาพ และวาทะศิลป์คือเครื่องมือทางการทูตชั้นดี

ลึกเข้าไปในใจกลางของทะเลทราย ไม่ต่างอะไรจากความปวดร้าวที่ชุกซ่อนอยู่ในใจของเธอ

หนังเล่าเรื่องผ่านการจดบันทึกของเธอในระหว่างการเดินทาง 

 

ถึงแม้จุดเด่นของหนังจะสร้างมาจากชีวประวัติของ Gertrude Bell (เกอร์ทรูด เบล) สตรีที่น่าทึงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก แต่ในแง่ของสารัตถะแล้ว อาจจะยังไม่โดดเด่นกระแทรกใจมากเท่ากับ The English Patient หนังกวด 9 รางวัลออสการ์ในปี 1996 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของบรรยากาศกลางทะเลทรายในช่วงของสงครามโลก แต่โดยรวมแล้ว Queen of the Desert เป็นภาพยนตร์ที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำไปอีกนานแสนนานสำหรับคนที่โหยหาอดีตและชอบประวัติศาสตร์เหมือนอยากจะตื่นขึ้นมาในช่วงเวลานั้นอีกครั้ง

 

เปรียบเทียบภาพถ่ายในหนังของ T. E. Lawrence ตัวเธอ และ Winston Churchill กับภาพจริง

เธอทำนายว่า Abdullah และ Faisal จะได้เป็นกษัตริย์

 

 

 


 
 

                                                   MOVIES  :  NOW Showing      l       l      l      l       

Go to top