Music Selected 04/2017

New Release

 

Artist : A Tribe Called Quest
Album : We got it from Here... Thank You 4 Your service
Genre : Jazz Rap / Alternative Hip Hop
Epic / SME

Review by Fag Hag

นึกว่าชิวิตนี้จะไม่มีโอกาสได้ฟังอัลบั้มใหม่จากพวกเขาซะแล้ว หลังจากประกาศออกสื่อเมื่อสิดแปดปีที่แล้วว่า The Love Movement จะเป็นอัลบั้มสุดท้าย และแล้วในที่สุดวันนี้ก็มาถึง หนึ่งในตำนานแร็ป ฮิพฮอพจากฝั่งอีสโคสท์สร้างปรากฎการณ์ให้กับวงการอีกครั้งกับสตูดิโออัลบั้มที่หก We got it from Here... Thank You 4 Your service แต่ที่น่าเศร้าก็คือ ไฟว์ ดอว์กไม่ได้มีโอกาสได้อยู่ชื่นชมกับความเยี่ยมยอดของานชุดนี้ ทั้งๆที่ตลอดที่ผ่านมาแฟนๆเดอะ เควสท์ เฝ้ารอให้เขาและคิว ทิป ได้กลับมาแท็กทีมและออกทัวร์ด้วยกันอีกครั้ง อัลบั้มชุดนี้ไม่ทำให้คอฮิพฮอพไม่ผิดหวังจริงๆ ทั้งลูกเล่นของบีท เบสไลน์สุดเท่ห์ แซมพลิ่งแจ๊ซฮิพฮอพที่ไม่เหมือนใคร ท่อนฮุคติดหู ลีลาการแร็ปที่มีเอกลักษณ์ และที่เรียกเสียงเฮได้สุดๆก็คงเป็น แขกรับเชิญทุกๆคนที่ปล่อยพลังแบบไม่มีอั้น โดยเฉพาะปรมาจารย์แร็ปเปอร์อย่าง บัสต้า ไรม์ เรียกว่าโยนมาเมื่อไหร่ เป็นรับแล้วร่ายได้ไหลลื่น เข้าขากันสุดๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกปลื้มและดีใจข้างในลึกๆว่าในวงการนี้ก็ยังมีศิลปินที่รัก ทุ่มเท และพร้อมที่สร้างสรรค์งานเพลงดีๆออกมาให้คอเพลงได้ฟัง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อาจจะโตไม่ทันช่วงอัลบั้มแรกๆของพวกเขา ก็สามารถทำความรู้จักพวกเขาผ่านงานอัลบั้มชุดนี้ได้ งานทั้งสองดิสค์ เท่ห์และเก๋ไปคนละแบบ ถ้าใครชอบฮิพฮอพติดกลิ่นอายเก่าๆ มิกซ์สุดเปรี้ยว กับงานดนตรีทดลอง ก็ต้องลองชิมดิสค์แรก แทร์คอย่าง The Space Program, We the People…, Enough! และ Solid Wall of Sound แต่ถ้าชอบงานมิกซ์สวยๆ ติดหวานก็ต้อง The Killing Season และ Conrad Tokyo จุดเด่นของงานชุดนี้ก็คงคล้ายๆกับงานอัลบั้มแรกๆก็คือ สร้างสรรค์ มีความร่วมสมัย ไร้ขอบเขต ฟังเมื่อไหร่ก็ไม่ตกยุค แว่วๆได้จากแทร็คอย่าง Lost Somebody และ Conrad Tokyo ที่ทางวงแอบใส่ซาวด์กีตาร์ร็อคของนายแจ็ค ไวท์เข้าไป ฟังแล้วก็เป็นสีสันไปอีกแบบ ใครที่ชอบงานทดลองที่ลูกเล่นแพรวพราว ไม่น่าเบื่อ งานอัลบั้มชุดนี้น่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคุณได้ และสำหรับคนที่ชอบศึกษาดนตรีและความเป็นมาของดนตรีแร็ป ฮิพฮอพ งานชุดนี้น่าจะเป็นตำราเล่มหนึ่งที่น่าเรียนรู้เลยทีเดียว

 


New Release

  


Artist : Leonard Cohen
Album : You Want It Darker
Genre : Folk Rock 
Columbia Records

Review by Fag Hag

 

ในช่วงชีวิตหนึ่งของทุกคนคงต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ไม่เว้นแม้แต่ศิลปินยอดอัจฉริยะผู้นี้เช่นกัน ข่าวร้ายเมื่อไม่นานมานี้สร้างความโศกเศร้าให้กับวงการดนตรีทั่วโลก เหลือทิ้งไว้คือผลงานอัลบั้มล่าสุดที่ท่านตั้งใจฝากให้ทุกคนที่รักศิลปะและงานเพลงที่ดี จำได้เมื่อก่อนตอนเริ่มฟังเพลงใหม่ๆ มักจะเห็นสื่อมวลชนจากหลายสำนักมักจะตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับงานเพลงของท่านอยู่บ่อยๆ พอดีช่วงนั้นได้มีโอกาสฟังอัลบั้ม The Future ซึ่งก็ค่อนข้างเป็นงานที่น่าสนใจ ก็เลยได้เริ่มไปหางานเก่าๆมาฟัง ซึ่งช่วงนั้นก็ไม่ค่อยจะมีในตลาดบ้านเราสักเท่าไหร่ หลังๆพอจะหาโหลดฟังผ่านเน็ตได้ง่ายอยู่
You Want It Darker เยี่ยมทั้งรายละเอียดดนตรี การเรียบเรียง การถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และเรื่องราวต่างๆที่ท่านพยายามสื่อสารกับคนฟัง ส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับพระเจ้า ความตาย ฟังเผินๆอาจดูเศร้า หม่นหมอง แต่ท่านกลับนำเสนออกมาให้เรารู้สึกยอมรับ เข้าใจ และอยู่กับสัจธรรมได้ บางครั้งกลายเป็นตลกร้ายไปซะด้วยซ้ำ ทั้งที่ช่วงที่ทำงานอัลบั้มนี้ ต้องต่อสู้กับโรคภัย โดยอัดเพลงอยู่ที่บ้าน ให้โพรดิวเซอร์ร่วม นายอดัม โคเฮน ซึ่งเป็นบุตรชายเป็นคนส่งงานผ่านอีเมลล์ แต่ก็มีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้ทำงานชุดนี้ เนื้อร้องของท่านเปรียบได้กับบทกวีชั้นครู ยิ่งฟังก็ยิ่งไพเราะ ไม่ได้ใช้คำยาก หรือซับซ้อน แถมเข้าใจง่าย ในส่วนของดนตรีก็เป็นโฟล์คที่เรียบๆ แต่งแต้มสีสันบ้างด้วยเครื่องสาย เปียโน เสียงประสานแบบกอสเปลในโบสถ์ ความสากของเสียงร้องยังคงเป็นเสน่ห์ที่หายากในยุคปัจจุบัน บัลลาดอย่าง Treaty, Traveling Light และ If I Didn’t Have Your Love สวยงาม แต่ก็กระชากอารมณ์จนน้ำตาซึม It Seemed the Better Way เหมือนจะสะกดให้รอบตัวเราหยุดนิ่งอยู่กับเสียงฟิดเดิ้ลสุดพิศวง Leaving the Table พาเราเดินทางไปกับเสียงของท่านได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถึงแม้เราจะไม่มีโอกาสได้ดูการแสดงสดหรือเสพงานของกวีท่านนี้มาก่อน แต่แอบหวังว่า You Want It Darker น่าจะทำให้หลายคนในบ้านเราจะเปิดใจกับผลงานชิ้นนี้ และเชื่อมั่นว่าแฟนๆและคอเพลงแนวนี้คงจะอิ่มและมีความสุขกับการเสพงานชุดนี้ อย่างเต็มเปี่ยม

 


New Release

 

Review by Fag Hag

Artist : NxWorries
Album : Yes Lawd!
Genre : Hip Hop / Soul / R&B
Stones Throw Records

ปกติก็ไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของนายแอนเดอร์สัน พาร์คและ เกล็น เอิร์ล บูธหรือ Knxwledge สักเท่าไหร่ พอจะได้ฟังงานโซโล่ของนายพาร์คมาบ้าง ซุ่มเสียงก็ใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนฝีมือการโพรดิวซ์ของนาย Knxwledge ก็พอตัว จะเรียกว่าเข้าขั้นก็น่าจะได้อยู่ เมื่อตอนที่ทั้งคู่ออกอีพี Link Up & Suede เมื่อปีที่แล้ว ก็ยังไม่ได้ไปหามาฟังสักที จนใครๆพากันกล่าวขวัญไปทั่วว่าดีนักดีหนา สารภาพตรงๆว่าตอนนั้นแอบหมั่นไส้เล็กๆ นึกว่าต้องเป็นเด็กปั้นใครสักคน ไม่ก็ป๋าที่ไหนมาดันกันซะออกนอกหน้าขนาดนี้ จนมาปีนี้ได้ข่าวว่าออกเดบิวท์ ก็เป็นลูกรักของทุกสำนักอีกแล้ว ว่าแล้วก็จัดซะ อย่างไรเสียก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจะแค่คำเล่าลือหรือของแท้กันแน่ ตลอดทั้ง 19 เพลงบอกได้คำเดียวว่า เคมีของทั้งคู่เข้ากันอย่างเหลือเชื่อ ทุกอย่างดูเนียนไปหมด ทั้งท่วงทำนองที่นำเอา แจ็ซ ฟังค์ โซล อาร์แอนด์บี มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ไหนจะลีลาและเสียงร้องของนายพาร์คที่เต็มไปด้วยลูกเล่น แต่ก็แอบมีความคลาสสิคแบบโซลเก่าๆ  บางช่วงบางเพลงน้ำเสียงนายพาร์คก็ทำเอาเคลิ้มไปเหมือนกัน โดยเฉพาะตอนเข้าคู่กับคอรัสด้วยแล้ว เหนือชั้นไม่มีที่ติ แต่ที่ลืมไม่ได้ก็คือแซมพลิ่งสวยๆกับการมิกซ์บีทของ Knxwledge ที่หาตัวจับยากจริงๆ แหมว่าบางแทร็คจะมีมิกซ์ขรุขระไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ซะทีเดียว ความดีงามของอัลบั้มนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ นอกจากจะนำเสนอดนตรีที่ดีแล้ว ยังให้ความสุนทรีย์แบบไม่มีที่สิ้นสุด ได้อารมณ์แบบ Maxwell's Urban Hang Suite ของนายแม็กซ์เวลล์เลยทีเดียว แทร็คอย่าง Livvin, What More Can I Say, Lyk Dis และ Get Bigger / Do U Luv สวยเนียนไร้ที่ติ Kutless และ Scared Money คลาสสิคจนวางไม่ลง อัลบั้มนี้เกือบจะสมบูรณ์อยู่แล้ว ถ้าไม่มาตกม้าตายกับเนื้อร้องที่ไม่ค่อยได้สาระสักเท่าไหร่ ยังดีที่ได้ดนตรีสวยๆกับเสียงเพราะๆช่วยชีวิตไว้ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามงานเดบิวท์นี้ถือว่าเปิดตัวได้อย่างสง่างามจริงๆ  ถ้าใครชอบงานนีโอโซลที่เบาๆ ฟังสบายๆ  ก็น่าจะชอบงานชุดนี้ได้ไม่ยาก

 


New Release

  

Artist : Weyes Blood
Album : Front Row Seat To Earth 
Genre : Folk / Rock / Pop
Kemado Records

Review by Fag Hag

สาวน้อยหน้าตาน่ารักจากฟิลาเดเฟียคนนี้ บอกคำเดียวว่าความสามารถล้นเหลือ และเก่งฉกาจมาก เห็นตัวจิ๋วๆแค่เนี้ย เธอทำให้คุณต้องยอมเธอเลยทีเดียว ผลงานชุดที่สี่ของนาตาลี เมริ่ง ช่างงดงาม บริสุทธิ์ และมหัศจรรย์เกินคำบรรยาย กับท่วงทำนองโพล์ค โลไฟพ็อพ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย บางครั้งก็แอบเป็นโฟล์ค 60s, 70s ติดอวองการ์ดนิดๆ บางครั้งก็ค่อนไปทางบาโรค ไม่บ่อยนักที่เราจะได้ฟังงานแบบนี้ น่าติดตามมาก เสียงของเธอสว่าง มีความอบอุ่น อย่างบอกไม่ถูก น้ำเสียงของเธอถ่ายทอดความรู้สึกของเนื้อหาของเธอได้อย่างชัดเจน ท่วงทำนองที่เรียบง่าย เสียงใสๆของอคูสติกกีตาร์ เปียโน คีย์บอร์ด ฮอร์น คอรัส เมื่อทุกซุ่มเสียงบรรเลงพร้อมกันเมื่อไหร่ มันชวนให้ขนลุกและน้ำตาไหลได้ในเวลาเดียวกัน แทร็คอย่าง Dairy ฟังเมื่อไหร่ก็รู้สึกไพเราะจับใจทุกครั้ง แค่เสียงเปียโนโซโล่ และความขลังของพิณก็ทำเอาเราแทบตายเลยทีเดียว งานพ็อพโลไฟอย่าง Used To Be เหมือนตกอยู่ในภวังค์ แบบไม่อยากจะตื่นขึ้นมาอีกเลย ดนตรีทุกพาร์ทแน่นมาก ถัดมากับ Be Free ทุกท่วงทำนองในเพลงนี้ เก็บรายละเอียดของงานโฟล์คในฝันที่เราอยากจะฟัง เสียงของนาตาลีในเพลงนี้ชวนให้เราคิดถึง คาเรน คาร์เพนเตอร์ขึ้นมาทุกขณะ Do You Need My Love งานดนตรีทดลองสุดอลังการ ที่ออกเป็นอวองการ์ดในแบบของเธอ มาถึงสไตล์การร่ายบทสวดของเธอใน Generation Why และ Can’t Go Home ไม่แน่ใจว่าเสียงร้องแบบนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่มันทำให้รู้สึกผ่องแผ้วได้อย่างเหลือเชื่อ โฟล์คเรียบๆสไตล์ 60s ใน Away Above ทำให้วันแย่ๆกลายเป็นวันที่ดีขึ้นมาในพริบตา  ทิ้งท้ายอย่างสวยงามกับ Front Row Seat งานที่น่าจะได้ประกอบภาพยนตร์ดีๆสักเรื่อง งานนี้ต้องขอปรบมือดังๆให้กับตัวเธอเองและคริส โคเฮนที่ร่วมกันโพรดิวซ์งานอัลบั้มนี้ให้ออกมาหน้าตาดีได้ขนาดนี้ และยังสะท้อนตัวตนของเธอออกมาอย่างชัดเจน น่ายินดีกับวงการดนตรีในยุคนี้ที่ได้มีเธอเป็นส่วนหนึ่ง แฟนๆของเธอบางคนอาจไม่ค่อยปลื้มกับ Front Row Seat To Earth เท่าไหร่นัก แต่สารภาพเลยว่าเราตกหลุมรักงานชุดนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ

 


Favorite One



Artist : Ridin' Thumb
Album : Work It Out
Genre : Nu Acid Jazz / Funk
HITMAN

Review by Lullaby

Ridin' Thumb คือวงดนตรีแนว Funk จากเดนมาร์ก  ก่อตั้งในปี 1989 โดยสองมือกีต้าร์ Martin Finding และ Nicolai Halberg ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกเรื่อยมาปัจจุบันนับรวมสมาชิกได้ 14 คน สไตล์ดนตรีของพวกมีความโดดเด่นสนุกสนานและสร้างสรรค์อย่างแท้จริงพวกเขาได้รับอิทธิพลทางดนตรีจากศิลปินแนว Funk และ Soul อาทิ Jamiroquai Stevie Wonder และ Prince โดยนำดนตรีแนว Jazz เข้ามาผสมผสาน และเริ่มออกผลงานบันทึกเสียงชุดแรกในเดือนธันวาคมปี 1994 Different Moves, Different Grooves ส่วนผลงานชุด Work It Outออกเมื่อปี 2002 ซึ่งนับว่าเป็นผลงานที่โด่งดังอย่างมากในแถบสแกนดิเนเวีย เป็นดนตรี Jazz ที่มีเนื้อร้องโดย Jonas WingeLeisner เจ้าของเสียงที่กลมกล่อมน่าฟัง แถมด้วยท่อนแร้ปในบางเพลง โครงสร้างทางดนตรีที่สดใหม่และสร้างสรรค์ในช่วงเวลานั้นทำให้พวกเขาโด่งดังอย่างมากในแถบสแกนดิเนเวีย ดนตรีที่รวมแนวทางหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน มีเบส Grooves เครื่องเป่าและจังหวะสไตล์การร้องแบบดนตรี Funk ผสม Disco รวมทั้งการ Scratch และ Mix เสียงแปลกๆ เข้าไปแต่งเติมสีสันให้ชวนขยับร่างกายยักย้ายส่ายสะโพก ดนตรีของพวกเขาฟังสนุก ไม่น่าเบื่อและมีอะไรให้ประหลาดใจเสมอ คุณภาพการบันทึกมีความเป็น Analogue อยู่พอสมควร ไหลลื่น เนื้อเสียงไม่แห้บาง แต่เรื่องมิติเวทีเสียงไม่ค่อยจะมี น่าจะเป็นจากวิธีการบันทึกแบบ Multi track กับแนวดนตรีที่เน้นจังหวะฟังเอามันซะมากกว่าจะฟังเพื่อแยกแยะเสียง โดยรวมๆ ถือว่าดีพอสมควรครับ สำหรับคนที่ชอบดนตรีที่มีสีสัน แปลกใหม่ Ridin' Thumb กับผลงาน Work It Out คือสิ่งที่คุณกำลังตามหาครับ

 


Audiophile

 

Artist : Various Artists
Album : The Best of Hifi Sound of Latin Guitar
Genre :  Latin Guitar instrumentals
Premium

สรรพสำเนียงกีตาร์ลาติน นุ่มๆ เบาๆ ที่บรรจงกรีดจากปากนิ้ว พาให้เคลิ้มไปว่ากำลังนอนอยู่บนเปลญวนบนเกาะที่ไหนซักแห่งกลางทะเลคาริเบียน บทเพลงส่วนใหญ่ที่นำมาบรรเลงนั้น แทบจะบทเพลงอมตะของดนตรีในแนวนี้ เท่าที่จำความได้ คงเคยฟังมาตั้งแต่เด็ก อาทิ Francis Goya ในเพลง Nostalgia, Song Sung Blue และ El Condor Pasa, Melchior เพลง TeQuieroDijiste, Antonio Carlos Bonfa เพลง Manha De Carnaval และ The Shadow Of Your Smile, Lex Vandyke เพลง La Paloma และเพลงจังหวะสนุกๆ Guantanamera ฯลฯ บางเพลงก็นำมาเรียบเรียงใหม่ในแบบ ลาติน เช่น You’ve Got A Friend, If You Leave Me Now, Raindrops Keep Falling On My Head และ Cavatina (The Deer Hunter) รวมทั้งหมด 22 เพลงฟังกันจุใจ เรียกได้ว่าหายคิดถึงทะเลกันเลยที่เดียวจากผลงานที่ผ่านๆ มาของค่าย Premium นั้นไม่เคยทำให้ผิดหวัง(คนฟังแผ่นเสียงคงไม่ปลื้ม) สำหรับผลงานชุด The Best of Hifi Sound of Latin Guitar นี้ ยิ่งตอกย้ำคุณภาพการบันทึกที่น่าฟัง . . . แต่การบันทึกจากค่ายนี้เป็นการบันทึกแบบ DIGITAL เสียงจะชัดเจนเกินไปบ้างเล็กน้อย มีความใสจนบางไม่อิ่มเอิบ แต่ก็ได้ความสดชื่นเหมือนยืนสูดอากาศที่โล่งโปร่งสบายบนยอดเขา เป็นการ remaster จากความละเอียด 24bit/192kHz นั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาครับ ที่เสียงจะออกมาในโทน เปิดโปร่ง สดใส อุดมไปด้วยรายละเอียด สำหรับคนที่มีชุดเครื่องเสียงที่ออกไปในโทนสว่างสดใสก็อาจต้องทำใจเล็กน้อย(ในบางเพลง) อาจต้องโทอินหน้าลำโพงเข้าหากันเพื่อเติมเนื้อเสียง ครับก็ถือว่าเป็นประสบการณ์แถมท้ายไปก็แล้วกัน

 


Audiophile

 

Artist : Various Artists
Album : The Sheffield Track/Drum Record
Genre : Rock instrumentals/Sound check CD
Sheffield Labs

Review by Lullaby

Sheffieldlab ค่ายเพลงที่เป็นเสาหลักแห่งวงการ Audiophile มายาวนานกว่า 40 ปีกับผลงาน The Sheffield Track/Drum Record เป็นแผ่นที่มีคุณภาพการบันทึกในระดับอ้างอิงในรูปแบบของ CD แต่คุณภาพเสียงนั้นมีความเป็น Analog สูงมากฟังแล้วไหลลื่น เสียงไม่แห้งบางชุ่มฉ่ำไปซะทุกตัวโน้ต ซึ่งต่างจากซีดีส่วนมากที่มักจะอุดมไปด้วยรายละเอียด แต่ทว่ารุกเร้าจนเกินงาม  เนื่องจากขั้นตอนการบันทึกจาก Analogue Disc (บันทึกจากเครื่องเล่น TunrtableTechnics SP 15และ ShureV15)แปลงสัญญาณเป็น 96kHz 24bit PCM จึงทำให้ได้เสียงแบบเดียวกับการเล่นแผ่นเสียง ทำให้ The Sheffield Track/Drum Recordกลายเป็นหนึ่งในแผ่นที่หายากและควรมีไว้สะสม หรือนำไปทดสอบชุดเครื่องเสียงและลำโพง โดยเฉพาะเสียงต่ำ ไดนามิค หัวเสียงและแรงปะทะ เนื่องจากลักษณะของคนตรีที่เป็นแนว Rock ที่มีจังหวะการเดินเบส และรั่การวกลองที่สนุกสนานน่าฟัง นักดนตรีที่มาบรรเลงก็เก่งในระดับแนวหน้าแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น James Newton Howard เล่น keyboards, Nathan East เล่นเบส bass Ron Tuttมือกลองที่เคยเล่นกับ Elvis Presley และ Jim Keltner มือกลองระดับโลกที่เคยร่วมเล่นกับ John Lennon, George Harrison, Ringo Starr และ Bob Dylan เพลงเด่นที่แนะนำให้ใช้เซ็ตอัพเครื่องเสียง คือ เพลงที่ 5 และเพลงที่ 6 เป็นการโชว์เดี่ยวกลองชุด ลำโพงไหนเบสดีหรือไม่ดีสองเพลงนี้จะพาให้ไปพบคำตอบได้ไม่ยาก นอกจากนั้นเพลงอื่นๆก็เป็นแนว Rock บรรเลงที่มีกลิ่นของ progressiveอยู่ไม่น้อยนับว่าเป็นแผ่นที่ฟังสนุกเนียนหูแถมยังใช้ทดสอบเสียงได้สบายมากครับโดยทาง The Absolute Sound เคยกล่าวฃื่นชมแผ่นนี้ไว้ว่า "ABSOLUTELY THE BEST SOUNDING ROCK AND ROLL RECORD EVER MADE."

 


Audiophile

  


Artist : Jim Brickman
Album : Hope
Genre : Piano instrumentals

Review by Lullaby

ศิลปินนักเปียโนสุดโรแมนติกชาวอเมริกัน เจ้าของบทเพลง Valentine และ The Gift ฯลฯ เขา คือ ศิลปินระดับโลกเจ้าของรางวัลแผ่นเสียงทองคำและแพลทินัม เขาได้เคยร่วมงานกับศิลปินระดับโลกมากมาย อาทิ Michael W. Smith, Martina McBride, Donny Osmond, Delta Goodrem, Olivia Newton-John ฯลฯ แถมยังเคยได้รับการเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่อัลบั้ม Peace(2003) และ อัลบั้ม Faith(2009) และรางวัล SESAC "Songwriter of the Year" นับว่าเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของรางวัลและความนิยมในหมู่นักฟังเพลงแนว Adult contemporary และ new-age ที่ฟังง่ายมีความไพเราะในทุกๆตัวโน้ตที่ผ่านจากปลายนิ้วของเขา เสียงเปียโนที่มีช่องไฟและจังหวะที่สวยงามพลิ้วไหวไหลลื่น ฟังแล้วชุ่มฉ่ำใจ Jim Brickman กับผลงาน Hope คือผลงานเดี่ยวเปียโนที่ออกในปี 2007 ถูกนำมา remaster ในแบบดิจิติลความละเอียดสูง 24bit/192kHz ที่น่าฟังไม่สดชัดจนเกินงาม ทว่าอุดมด้วยรายละเอียด หัวเสียงมีความชัดเจนอิ่มเอิบพอประมาณ จะมีขอติตรงมิติเวทีเสียงที่มันไม่กว้างและลึกเท่าที่ควร แต่กระนั้นความไพเราะของท่วงทำนองจากบทเพลงกลับทำให้เรามีความสุขในแบบที่ไม่จำเป็นต้องมานั่งจับผิด จนลดทอนความสุขจากฟังการบรรเลงเปียโนของ Jim Brickman ศิลปินที่มีความหวานติดปลายนิ้วทุกครั้งที่เคาะลงบนแป้นคีย์ จนลืมโลกภายนอกไปชั่วขณะ ฟังแล้วมีความเป็น Music therapy อยู่ใช่น้อย



 

l More review

Go to top