Music Selected 06/2013

New Release 

 

Artist : Depeche Mode
Album : Delta Machine
Genre : Techno Pop / Electronica
Sony Music

Review by Lullaby

80’ Never die วลีนี้น่าจะได้รับการยอมรับในโลกของดนตรีเนื่องจากคนตรีในยุค 80 ยังคงมีอิทธิพลกับดนตรีในปัจจุบัน  Depeche Mode วง Techno Pop ที่ยังคงรักษาแนวทางของวงอย่างชัดเจน นับตั้งแต่ ต้นยุค 80 จนกระทั่งปัจจุบัน Dave Gahan, Martin Gore และ Andy Fletcher สามสมาชิกหลักยังคงยืนหยัดอย่างเหนียวแน่น ดนตรีของ Depeche Mode มี Melody และถ้อยคำที่เปรียบดั่งพรรณนาโวหารในยุค Digital และอืออึงไปด้วยเสียงสังเคราะห์ที่ซับซ้อน ดูลึกลับราวกับมีเวทมนต์ ดนตรีแนวนี้คนที่ก็ชอบ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ฟังเลย เส้นทางดนตรีของพวกเขาที่ผ่านเลยมากว่า 20 ปี แถม Album ชุดนี้ยังมีกำหนด World Tour ทั้งในยุโรปและอเมริกาอีกกว่า 20 ประเทศ คงไม่ต้องบอกว่าพวกเขาคือของจริงและถือว่าเป็น icon ของเพลง Techno Pop จากยุค 80 ที่ยังมีลมหายใจอยู่ Delta Machine สตูดิโออัลบั้มล่าสุดลำดับที่ 13 นับตั้งแต่ปี 1980 มีเพลงเด่นที่ทำ  MV แรกออกมาอย่าง Heaven เสียงร้องของ Dave Gahan ยังคงเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง นอกจากนั้นยังคงอัดแน่นไปด้วยเพลงคุณภาพ อาทิ Long Time Lie, Broken, Secret To The End, The Child Inside ฯลฯ นอกจากนั้นยังมี Bonus Track แถมมาให้อีกหลายเพลง สำหรับ CD ในแบบ Deluxe Edition

 


New Release 

 

Artist : The Strokes
Album : Comedown Machine
Genre : Garage Rock
Sony Music

Review by Lullaby

Comedown Machine เป็นผลงานชุดที่ 5 ของ The Strokes วงดนตรีแนว Garage Rock สุด hip จากอเมริกานับตั้งแต่ Is This It Album ชุดแรกในปี 2001 ที่ได้รับการยกย่องว่าแหวกล่ำนำเทรดในตอนนั้น ด้วยการสร้างชื่อให้แนวดนตรี Garage Rock (รูปแบบของการบันทึกเสียงที่ดิบๆ ในแบบย้อนยุคของเพลง Rock ในยุค 60-70) จนเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง พวกเขาก็ยังคงสร้างสรรค์ผลงานชั้นเยี่ยมอย่างต่อเนื่องได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์มาตลอด ถึงแม้ในผลงานชุดนี้จะลดความดิบลงไป สมาชิกของวงยังคงอยู่ครบทั้ง 5 คน Julian Casablancas (ร้องนำ), Nick Valensi (กีต้าร์), Albert Hammond, Jr. (กีต้าร์), Nikolai Fraiture (เบส) และ Fabrizio Moretti (drums) Comedown Machine มีเพลงเด่นๆ ที่น่าสนใจหลายเพลงอาทิ Tap Out เพลงจังหวะ Disco มีกลิ่นไอย้อนยุค ชวนให้ขยับ Slow Animals เพลงจังหวะสนุกๆ และดูขี้เล่นด้วยเสียงของวีดีโอเกมในยุค 80's และเบส Groove มันส์ได้ใจ 80's และ Comedown Machine เพลงจังหวะเนินนาบที่มี Melody สวยงามหมดจด ชวนให้ไม่อยากลุกจากเตียงได้อารมณ์ Lazy Sunday ในแบบ Garage Rock จะทำเพลงได้เท่ห์ไปถึงไหนกันครับนี่ ต่อยอดอารมณ์ให้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นด้วยเพลง Chances มีทำนองและเนื้อร้องที่ทำให้หัวใจละลายหายไปในอากาศได้ในพริบตา ผลงานชุดนี้มีทั้งหมด 11 เพลงสาวกของ The Strokes ไม่ควรพลาดผลงานชุดนี้เด็ดขาด

 


New Release 

 

Artist : Michael Bublé 
Album : To Be Loved 
Genre : Big band / Traditional pop / Vocal Jazz
Warner Bros. Records

Review by Lullaby

นับแต่ครั้งแรกที่ผมได้ยิงเสียงอันอบอุ่นละมุมหู เจือสำเนียงหนุ่มบ้านนอกที่ดูจริงใจ ในเพลง Home ผมบอกได้เลยพ่อหนุ่มคนนี้ต้องดังเป็นพลุแตกแน่นนอน Michael Steven Bublé หนุ่มอิตาเลียน หัวใจอเมริกัน ที่เติบโตใน CANADA ประสบสบความสำเร็จมากมายกับ 5 Album ที่ผ่านมาทั้งยอดขายทั่วโลก และรางวัลโดยเฉพาะในแคนนาดา และ อเมริกา To Be Loved เพลงชุดล่าสุด แต่คราวนี้ไม่มี David Foster และ Humberto Gatica มาร่วม Produce มีเพียง Bob Rock ฉายเดี่ยวเป็น Producer เพลงส่วนใหญ่ในชุดนี้ยังคงแนวทางเดิมๆ คือเป็นเพลง Pop ในแบบ Big band ย้อนยุค(1940-50) ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Frank Sinatra เพลงเด่นๆ ที่น่าสนใจก็มี Come Dance With Me เพลงลีลาศจังหวะ cha cha cha สนุกๆ You make me feel so young เพลง Big band ที่เสียงร้องและจังหวะจะโคนกลมกล่อมเอามากๆ I Got It Easy เพลง Pop ร่วมสมัยที่มีกลิ่นไอของเพลง Ballad Country แบบเดียวกับเพลง Home อันโด่งดังและที่ขาดไม่ได้คือแขกรับเชิญมา Feat.อย่าง Bryan Adam ในเพลง To love somebody เพลงเก่าของ Beegees และ Reese Witherspoon ในเพลง Something Stupid งานเพลงชุดนี้มีทั้งหมด 14 บทเพลงฟังสบาย เสียงของ Michael Bublé สำหรับผมแล้วเหมือนกับการได้จิบกาแฟ Cappuccino ในยามเช้าที่มีแสงแดดสดใสว

 


Favorite One 

 

Artist : Julian Lage Group 
Album : Gladwell 
Genre : Fusion Guitar Instrumental / Fusion Jazz 
Universal Music

Review by Lullaby

Julian Lage นักกีตาร์ และนักแต่งเพลง ที่เปี่ยมพรสวรรค์ตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ความสามารถของเขาได้ถูกนำไปทำสารคดีเรื่อง Jules at Eight จนถูกเสนอชื่อเขาชิงรางวัล Academy Award nominated documentary ปี 1997 Julian Lage Group คือการรวมตัวของกลุ่มนักดนตรีมากฝีมือ Dan Blake เล่น Melodica, Sax (Tenor) Tupac Mantilla เล่น Drums, Percussion Aristides Rivas เล่น Cello และ Jorge Roeder เล่น Bass (Acoustic)และ Julian Lage เล่น Guitar Glad well เป็นผลงานที่ออกในปี 2011 เป็นดนตรีบรรเลงที่ผสมผสานหลากหลายแนวทั้ง Folk Blue, Flamenco, Classic และ Jazz ในบางบทเพลงมีลักษณะเหมือนดนตรีทดลอง Julian Lage มีทักษะการเล่น Acoustic Guitar ที่อัจฉริยะและพลิกแพลงหลากหลาย จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Pat Metheny แต่ดนตรีของ Julian Lage มีกลิ่นไอของวัฒนธรรมเก่าและความเป็นท้องถิ่นมากกว่า ใน Album ชุดนี้มีเพลงที่น่าสนใจเป็นพิเศษ อาทิ Point the way ลีลาการกระตุกสายเหนือชั้นมาก ๆ ราวกับว่ามีคนเล่น 2-3 คน However เพลงที่มีท่วงทำนองเลียนเสียงป่าใน Africa เสียงสอดประสานล้อกันไปมาระหว่าง Acoustic Guitar และ Tenor Saxophone นั้นยอดเยี่ยมมาก ได้อารมณ์แบบเพลงค้างคาวกินกล้วย เลยครับ ตามติดมาด้วยเพลง Freight Train และ Cathedral เพลงแนว Lullaby(เพลงกล่อมเด็ก) ลีลาการเกากีตาร์ในแบบผ่อนคลาย Melody หวานหยด Listening Walk เพลงทีมีความเป็น Fusion มากที่สุดในชุดนี้ ความเร็วและเทคนิคการเล่นเข้าขั้นระดับ Masterpieces เปรียบได้กับภาพ Abstract ที่อลังการด้วยสีสัน Autumn Leaves บทเพลงอำมตะในแบบ Cool Jazz ซาบซึ้งกินใจและน่าทึ่งกับช่วง Dynamic Transient ของเพลง “Glad well อาจจะไม่ใช่แผ่นที่คุณหยิบมาฟังได้บ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ฟังมันคือความมหัศจรรย์” CD Version แผ่นที่ผมนำมาแนะนำนี้ไม่ใช่ Audiophile แต่คุณภาพการบันทึกนับว่าดีที่เดียว ฟังแล้วไม่รู้สึกว่าสะดุดอารมณ์แต่อย่างใด

 


Audiophile 

 

Artist : Noon 
Album : Natural 
Genre : Bossa nova / Smooth Jazz  
Victor Entertainment

Review by Lullaby

Noon นักร้องสาวเกาหลี ที่เกิดในญี่ปุ่น ในวัยเด็กเธอได้รับแรงบันดาลใจการฟังเพลง Jazz ของ Herry Connick Jr. จวบจนเธอเติบโตและมีผลงานเพลงชุดแรกในปี 2003 ผลงานในช่วงแรกๆ เธอจัดอยู่ในแนว Pop Jazz ผลงานเพลงสร้างชื่อให้เธอก็คือ "Close to You" ที่ออกในปี 2004 ซึ่งเธอร้อง Cover เพลงของ The Carpenters ได้ดีเยี่ยม หลังจากนั้นชื่อของเธอก็เริ่มโด่งดังในแวดวง Jazz และ นักร้องสำหรับเพลงที่บันทึกในแบบ Audiophile สำหรับผลงานเพลงชุดล่าสุด Natural เธอกลับมาด้วยเสียงร้องออดอ้อนในลีลาแบบ Bossa nova และ Smooth Jazz ที่ฟังสบาย ในชุดนี้มีบทเพลงที่ถึง 3 ภาษาเลยที่เดียว やさしさに包まれたなら(Yumi Arai) เพลงแรกที่ฟังแล้วโดดเด่นมาก (มีความหมายถึงอ้อมกอดที่อ่อนโยน) The Girl from Ipanema และ Desafinado เพลงภาษาละตินที่คุ้นหู Danny boy เพลงที่เธอถ่ายถอดด้วยลีลาแบบ เพลงกล่อม (lullaby) และ Smooth Jazz ใส ๆ I fall in love too easily เพลงโรแมนติกในแบบ Smooth Jazz ที่ไพเราะจับใจ คึกคักขึ้นมาอีกนิดกับเพลง I say a little prayer ผลงานชุด Natural นับว่าเป็น Album ที่ฟังเพลิน ฟังง่าย ถึงแม้ในบ้างบทเพลงที่เป็นภาษาละติน การเปล่งเสียงอักขระยังมีความคลุมเครืออยู่บ้างเล็กน้อย อาจเป็นเพราะสไตล์การร้องเสียงอยู่ในลำคอ แต่ด้วยใบหน้าใสๆ และลีลาการจีบปากจีบคอต่อกระซิบของเธอ ทำให้ผมผ่อนคลายและหยิบมาฟังได้บ่อยโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย

 


Audiophile 

 

Artist : Fourplay  
Album : The Best of Fourplay
Genre : Contemporary Jazz / Smooth Jazz
Warner Bros Records Inc., USA.

Review by Lullaby

ถ้าจะมีวงดนตรีที่เป็น Icon ของ Jazz ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา  Fourplay น่าจะเป็น Icon ที่โดดเด่นที่สุด พวกเขาคือกลุ่มนักดนตรี jazz ชาวอเมริกัน ก่อตั้งวงในปี ค.ศ. 1991 มีสมาชิกเริ่มแรกประกอบด้วยสมาชิกหลัก Bob James (คีย์บอร์ด) Nathan East (เบส) Harvey Mason (กลอง) Lee Ritenour (กี่ตาร์)โดยมีการเปลี่ยนมือกีตาร์มาแล้ว 3 คนนับตั้งแต่ Lee Ritenour(1991-1997) Larry Carlton(1997-2010) และล่าสุด Chuck Loeb จากประสบการณ์อันยาวนานและความสามารถของนักดนตรีระดับโลก และการผสมผสานดนตรี Jazz ที่หลากหลาย ทำให้ผลงานของพวกเขาประสบความสำเร็จเสมอมานับตั้งแต่ ผลงานชุดแรก Fourplay (1991) ขายได้กว่า 1 ล้านแผ่น Between the Sheets (1993) ผลงานที่ทำให้พวกเขาได้การเสนอชื่อรางวัล Grammy และ Elixir (1994) The Best of Fourplay (1997) เป็นการรวบรวมผลงานทั้ง 4 ชุดในยุคของ Lee Ritenour ไว้ด้วยกัน เพื่อเอาใจแฟนๆ เพลงของพวกเขาที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียง (Audiophile) โดยเฉพาะ ผลงานชุด The Best of Fourplay จึงถูกนำกลับมาบันทึกเสียงอีกครั้งและออกว่าจำหน่ายในปี 2009 ในรูปแบบของ Audiophile CD ที่ได้รวบรวมเพลงดังๆ และไพเราะสุดๆ อาทิ 101 Eastbound, Chant, Bali Run, Between the Sheets, Why Can't It Wait 'Til Morning ฯลฯ การบันทึกเสียงทำได้ดีมาก ในส่วนของเสียงเบสนั้นถูกบันทึกออกมาให้ฟังสบายๆ ตามสไตล์ของ Smooth Jazz ที่ฟังสบาย หวานหู ละมุนละไม

 


Audiophile 

 

Artist : The Montgomery Brothers  
Album : Groove Yard
Genre : Jazz Hard Bop / Post-Bop
Riverside Records

Review by Lullaby

The Montgomery Brothers วงระดับตำนานโดย 3 พี่น้องตระกูล Montgomery ประกอบด้วย Wes Montgomery (กีตาร์) Buddy Montgomery (เปียโน, ไวบรา) และ Monk Montgomery (เบส) พวกเขาร่วมเล่นด้วยกันในแบบ Jam session (การดั้นสด) และปล่อย Album ทั้งหมดรวม 9 ชุด จวบจน Wes Montgomery เสียชีวิตในปี 1968 Groove Yard (สังกัด Riverside Records) เป็นผลงานในปี 1961 ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของดนตรี Jazz สไตล์การเล่นของ Wes Montgomery นั้นคาบเกี่ยวในแบบ hard bop และ Post-Bop เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งJazz ในแนวอื่นๆ สำหรับงานเพลงชุดนี้ Boss Guitar Wes Montgomery กับกีตาร์ Gibson L-5CES ยังคงมีมนต์สะกดในทุกๆ บทเพลงอาทิ Bock to Bock เพลงแนว Blue Jazz เพลง Groove Yard เสียงเปียโน duet กับ Guitar น่าฟังมาก เพลงบรรยากาศ Cool Jazz ฟังเพลินอารมณ์อย่าง I should love you นอกจากนั้นเพลง Delirium และ Just For Now ก็เป็นเพลง Jazz แนว hard bop ชั้นเยี่ยมลีลาหวดกลองมันส์หยด เพลง Doujie ในลีลา Blue Jazz และสุดท้าย Remember เพลงแนว Post-Bop ที่มันส์ได้ใจจริงๆ CD ชุดที่ผมนำมาเสนอนี้ บันทึกมาในรูปแบบของ XRCD โดย JVC คือกระบวนการ Extended Resolution Compact Disc หรือ XRCD ที่บันทึกข้อมูลในรูปแบบ 16-bit PCM Digital โดยใช้เทคโนโลยี K2 Super Coding ทำให้ ตำนานอย่าง The Montgomery Brothers กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

 

 l More review

Go to top