Speaker

Energy
b&w
TAD
Klipsch
Kef
JBL
sonus
Yamaha
Velodyne
Velodyne
Velodyne
Velodyne

 


 

   ก า ร เ ลื อ ก ซื้ อ ลำ โ พ ง   

ลำโพงถือว่าเป็นอุปกรณ์หลักที่สำคัญในระบบเครื่องเสียง ลำโพงเป็นอุปกรณ์หลักที่กำหนดบุคลิกลักษณะลีลาของเสียง นอกจากเหตุผลการนำไปใช้งานว่าสำหรับชมภาพยนตร์หรือฟังเพลง และความชอบในบุคลิกน้ำเสียงที่เหมาะกับแนวดนตรีที่ชื่นชอบแล้ว การตัดสินใจเลือกซื้อลำโพงให้เหมาะสมลงตัวจึงไม่ใช่ความบังเอิญ แต่ควรมีหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อดังนี้

 

1.ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับหลักการทำงานของลำโพงและค่าต่างๆ ที่ระบุไว้บนลำโพง การทำงานของลำโพง ลำโพงคืออุปกรณ์แปลค่าพลังงานไฟฟ้าไปยัง Voice Coil ที่อยู่ในสนามพลังแม่เหล็ก ทำให้เกิดการขยับ ยืดยกตัว และหดตัวกลับของกรวยลำโพงตามปริมาณกระแสไฟฟ้าจากเครื่องขยายเสียงทำให้เกิดละลอกคลื่นเสียง ผ่านมวลอากาศจนหูของเราได้ยิงเป็นเสียงเพลง

 

 

Frequency Response การตอบสนองความถี่

ความถี่เสียงคือ จำนวนความถี่ของคลื่นเสียง ซึ่งมีความถี่สั้นยาวไม่เท่ากัน ได้แก่ ความถี่ต่ำ หรือเสียงทุ้มได้แก่เสียงเบส ความถี่กลาง หรือเสียงกลางได้แก่เสียงร้องปกติของมนุษย์ ความถี่สูง ได้แก่เสียงสูงของไวโอลินความถี่จะมีหน่วยเป็น Hertz เช่นความถี่ต่ำมีค่าเป็นตัวเลขจะอยู่ตั้งแต่ 50Hz ลงมา ความถี่กลางจะอยู่ที่ 500 Hz ลงมา ส่วนความถี่สูงจะมีค่าตั้งแต่ 5000 Hz ขึ้นไปจนถึงระดับ kHz ลำโพงที่ขับเสียงกลางและทุ้มเรียกว่า Woofer ส่วนลำโพงที่ขับเสียงแหลม คือ Tweeter ลำโพงที่ดีต้องสามารถตอบสนองความถี่ครอบคลุมได้กว้าง ซึ่งหากจะพิจารณาจากจุดนี้ ลำโพงตั้งพื้น (Floor standing) สามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างกว่าลำโพงวางขาตั้ง (Stand-mount)

                                 

                                48Hz-22kHz                                                      38Hz-22kHz

 

Impedance ค่าความต้านทาน

ค่าความต้านทานไฟฟ้า ใช้สัญลักษณ์ R มีหน่วยเป็น Ohms โอห์ม (Ω) เป็นการออกแบบให้ลำโพงมีความต้านทานเพื่อหน่วงกระแสไฟฟ้าก่อนที่จะปล่อยให้กระแสไฟฟ้าเข้ามาเพื่อให้เกิดการขยับ ยกตัวและหดกลับของกรวยลำโพง เพื่อปกป้องกันไม่ให้สร้างความเสียหายให้กับลำโพง และเพื่อป้องกันภาคเอาท์พุท ซึ่งมีความสามารถจำกัดตามกำลังขับ เพื่อไม่ให้จ่ายกระแสเกินนั้นเอง ค่าความต้านทางที่ระบุไว้บนลำโพงส่วนใหญ่มักระบุไว้ที่ 4-8 Ω นั้นมีความหมายว่า หากลำโพง A ระบุว่ามีค่าความต้านทาน 8 Ω แสดงว่ามีความต้านทานมาก ทำให้การเรียกกระแสไฟฟ้าจากแอมป์มีไม่มากนัก แอมป์ไม่จำเป็นต้องปล่อยกระแสไฟฟ้าถี่และมากอยู่ตลอดเวลา หากลำโพง B มีค่าความต้านทานที่ 4 Ω นั้นหมายความว่าลำโพงจะเรียกกระแสไฟฟ้าจากแอมป์ มากขี้นและต่อเนื่องถี่กว่าลำโพง A ซึ่งเป็นส่วนในการพิจารณาในเรื่องของกำลังขับว่าลำโพงตัวนั้นๆ กินกระแสมากหรือน้อยแอมป์ที่มีอยู่สามารถตอบสนองได้ดีหรือไม่ ซึ่งในความจริงแล้วลำโพงในขณะทำงานค่าความต้านทานมักจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ระหว่าง 4-8 Ω จึงไม่ต้องกังวลมากนักกับตัวเลขที่ระบุไว้ เนื่องจากเป็นเพียงค่าเฉลี่ยมาตราฐานเท่านั้น

 

Sensitivity ความไว

ความไวในที่นี้หมายถึง การตอบสนองของลำโพงต่อปริมาณของกระแสไฟฟ้า มีหน่วยเป็น dB (เดซิเบล) ซึ่งมีค่าการวัดโดยทั่วไปที่ dB/ 1 watt / 1 m โดยการปล่อยกระแสไฟฟ้า 1 Watt ไปที่ลำโพงแล้ววัดความดังเป็น dB ระยะห่างจากลำโพง 1 เมตร ลำโพงส่วนใหญ่มักมีความไวอยู่ระหว่าง 84-92dB สามารถแบ่งได้ออกเป็น ความไวสูง 89-92dB ความไวปานกลาง 87-88dB ความไวต่ำ 86-84dB ค่าความไวนี้มีผลต่อการจ่ายกระแสไฟของแอมป์เพื่อให้ลำโพงเกิดเสียงดังในระดับเพียงพอต่อการฟัง ลำโพงที่มีความไวสูงทำให้แอมป์ไม่ต้องจ่ายกระแสไฟฟ้ามากก็ให้ความดังเพียงพอแล้ว ส่วนลำโพงที่มีความไวต่ำก็จำเป็นต้องเร่ง Volume ให้มากขึ้นกว่าปกติ ตัวอย่างเช่น ลำโพงA มีความไว 89dB ลำโพง B มีความไว 86dB หมายความว่า ลำโพง A จะให้ความดังมากกว่า ลำโพง B เพราะตอบสนองต่อกระแสไฟฟ้าและให้ความดังมากกว่าลำโพง B หากเปิดที่ Volume เท่ากัน ซึ่งหากท่านที่นิยมเล่นแอมป์แบบหลอดซิงเกิลเอน ควรเลือกลำโพงที่มีความไวสูงเนื่องจากแอมป์หลอดมีกำลังขับไม่มาก โดยปกติแล้วการเปิด Volume ไปที่ 9-10 นาฬิกาก็น่าจะทำให้เกิดความดังที่เหมาะสม หากลำโพงที่ขับยากจนจำเป็นต้องเร่ง Volume ไปถึง 12 นาฬิกาถึงจะเกิดความดังที่เหมาะสม ก็ให้พิจารณาในจุดนี้ว่าแอมป์ที่เล่นด้วยนั้นมีกำลังขับเหมาะสมเพียงพอหรือไม่

 

ตัวอย่างข้อมูลและค่าต่างๆ ของลำโพง

 

2.ขนาดหรือปริมาตรของห้อง

ขนาดของห้องก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญเพราะถ้าขนาดของลำโพงไม่เหมาะสมกับขนาดของห้องก็จะทำให้ได้เสียงที่ไม่ดีตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หากต้องการเลือกลำโพงคู่หน้าสำหรับฟังเพลงควรพิจารณาตามขนาดห้องโดยใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง Woofer ของลำโพงคู่หน้าเป็นเกณฑ์ เนื่องจากเสียงเบสจะมีพลังงานมากและหากขนาดห้องเล็กเกินไป จะทำให้เกิดพลังงานจากคลื่นความถีต่ำตกค้าง คือเสียงเบสมีปริมาณมากจนอื้ออึงไปรบกวนเสียงในย่านอื่นๆ จนทำให้ขาดความสมดุลและความไพเราะ

ห้องขนาดเล็ก (น้อยกว่า 16 ตารางเมตร เพดานสูง 2.6-2.8เมตร)

เหมาะกับลำโพงวางขาตั้ง ขนาด Woofer ไม่เกิน 6.5 นิ้ว หากเป็นระบบ Home Theater ลำโพง sub woofer ที่นำมาใช้ควรมีขนาดไม่เกิน 8 นิ้ว*

ห้องขนาดกลาง (20-28 ตารางเมตร เพดานสูง 2.6-2.8เมตร)

เหมาะกับลำโพงวางขาตั้งหรือลำโพงตั้งพื้น 2 ทางครึ่ง ขนาด Woofer ไม่เกิน 6.5 นิ้ว หากเป็นระบบ Home Theater ลำโพง sub woofer ที่นำมาใช้ควรมีขนาดไม่เกิน 10 นิ้ว*

ห้องขนาดใหญ่ (30- 40 ตารางเมตร เพดานสูง 2.6-2.8เมตร) 

เหมาะกับลำโพงตั้งพื้น 2 ทางครึ่งถึง 3 ทางขนาด Woofer ไม่เกิน 8 นิ้ว หากเป็นระบบ Home Theater ลำโพง sub woofer ที่นำมาใช้ควรมีขนาด 10- 12 นิ้ว*

 

* ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของความกว้างกับความยาวของห้องและระยะการ set up ลำโพงด้วย

 

Go to top